มุมน่าสนใจ

Saturday, June 16, 2012

ดื่มกาแฟแล้วได้อะไรบ้าง(coffee benefit)

สำหรับการดื่มกาแฟ เราอาจจะไม่รู้ว่าดื่มแล้วได้อะไรบ้าง อาจจะรู้เพียงว่า ดื่มแล้วสดชื่น ตาสว่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าข้อดีข้อเสีย มีอะไรบ้าง สารกาเฟอีนเป็นยังงัย มีลักษณะยังงัย

กาแฟนั้นมีกาเฟอีนเป็นหลัก มีลักษณะเป็นผงสีขาว มีรสขม มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ และระบบประสาทส่วนกลางอ่อน ๆ ซึ่งช่วยให้สมองมีความตื่นตัวมากขึ้น แต่เป็นแค่ระยะสั้น และอีกอย่าง กาเฟอีนนั้นมีฤทธิ์กระตุ้นกระเพาะอาหารทำให้หลั่งน้ำย่อยอาหารและขยายถุงลมในปอด  ในหนึ่งวันที่กินกาแฟ ไม่ควรเกิน 100 - 300 มก. ก็หมายความว่าไม่เกิน 3 ถ้วย

ถ้าดื่มมากจะเป็นยังงัย ถ้าเกินกว่า 300 มก./วัน ก็ทำให้หัวใจเต้นเร็น เป็นการเสี่ยงกับโรคหัวใจล้มเหลว  อาการหัวใจวาย ส่วนใครที่กินกาแฟเข้มข้น อาจทำให้ติดกาแฟได้ คือไม่ได้กินแล้วหงุดหงิด ปวดหัว เรียกว่า "Caffeinism"



กาแฟยังมีสารอื่น ๆ อีกมากมาย กว่า 300 ชนิด เช่น แทนนิก สารทำให้มีรสขม มีไขมัน มีใยอาหาร มีคาร์โบไฮเดรต

นอกจากนี้จากการวิจัยของ ฮาร์วาร์ด เมดิคัลสคูล (Harvard Medical School) พบว่า ดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ จะส่งผลดีต่อร่างกาย เช่นมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานน้อยกว่ากลุ่มไม่ดื่ม
       ช่วยลดควมเสี่ยงต่อการสะสมตัวของนิ่ว
       ลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่
       ลดความเสี่ยงต่อการที่ตับถูกทำลาย
       ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรค พาร์กินสัน
       และฟื้นฟูประสาทรับรู้
     
องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ทำการวินิจฉัยการดื่มกาแฟของคนในกลุ่มต่าง ๆ
1) กลุ่มอายุ 10 ปี : ลงมา ไม่ควรดื่ม
2) กลุ่มผู้หญิง:  ดื่มไม่เกินวันละ 2 - 3 แก้ว ถ้าเกินเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
3) กลุ่มหญิงมีครรภ์: ไม่ควรดื่มกาแฟเป็นอย่างยิ่ง เพราะทารกจะรับสารกาเฟอีนโดยตรง ซึ่งทารกไม่สามารถขับสารกาเฟอีนออกมาได้เอง ส่งผลต่อเนื้อเยื่อในการเจริญเติบโต ถ้าคุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรดื่มกาแฟที่สกัดสารกาเฟอีนออก

4)  กลุ่มผู้หญิงให้นมบุตร: ไม่ควรดื่มกาแฟเช่นกัน เพราะทารกจะได้รับกาเฟอีนจากนมแม่

5) กลุ่มผู้เป็นโรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคไต โรคหอบ และ ปวดหลัง: ไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง เพราะกาเฟอีนจะส่งผลกระทบต่อประสาท เส้นเลือด อวัยวะที่เกี่ยวข้อง เป็นเหตุให้โรคที่กล่าวมามีอาการเพิ่มขึ้น

จากที่กล่าวมา บางท่านที่ดื่มกาแฟ แล้วไม่รูประโยชน์ก็อาจจะได้รู้บ้างไม่มากก็น้อย  และ มีข้อ ดี ข้อเสียมากน้อย

No comments:

Post a Comment